Archive for February, 2010

ว่าจะเขียนเรื่อง การเล่านิทานก่อนนอน ให้ลูกฟัง

แต่ก็ไม่ได้เขียนเสียที ได้เขียนวันนี้หล่ะค่ะ

ตอนแรก ก็ไม่นึกว่า จะต้องเล่ากันทุกคืน ก่อนจะนอน

ที่ไหนได้คะ ต้องเล่าเลยล่ะค่ะ เป็น 1  ในรายการที่จำต้องมี หรือ Must have กันเลยทีเดียว ก่อนการนอน ของสาวน้อย

นิทานที่เล่า ต้องเล่าอย่างต่ำประมาณ 2-3 เรื่อง จึงจะหลับ หรือ ถ้าคืนไหนที่หลับยากหน่อย ก็ประมาณ 5-6 เรื่องค่ะ

แล้วคุณผู้อ่านลองคิดดูนะคะ ว่าคร่าวๆ แล้ว 1 เดือน หรือ 1 ปี จะต้องเล่ากันกี่เรื่อง

บางเรื่องก็วนกลับมาเล่าใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปซัก 4-5 วัน

สาวเจ้าจะจำได้ แล้วก็บอกว่า แม่ เรื่องนี้ ฟังแล้วนะ ไม่เอาแล้ว

เรื่องไหนเล่าผิด ไม่เหมือนที่เล่าวันก่อน ก็จะเตือนแม่เสมอ ว่าแม่ เล่าผิดนะ

อะไรประมาณนั้น

แล้วสารพัดเรื่องเล่า เอามาจากไหน

ผสมปนเป กันค่ะ 555 ก็ได้จากนิทานก่อนนอนของเด็ก ที่อ่านเอาจากหนังสือ หรือ ในเนต

รวมทั้งมีนิทานในหนังสือที่บ้านที่ซื้อไว้ ทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ

นิทานส่วนนึงมาจากคุณย่าที่เก็บไว้ให้ จากหลานๆ ที่โตแล้ว ก็เอามาให้น้อง

ถ้าวันไหน แม่ไม่อยากเล่านิทาน ต้องทำอย่างไร

ต้องหาวิธี convince ลูก ให้ขอให้คุณพ่อมาเล่าแทนค่ะ ซึ่งมักจะได้ผล

เพราะลูกชอบให้คุณพ่อ อ่านนิทานให้ฟัง อ่านนะคะ ไม่ใช่เล่า ^_^ ถ้าเล่านี่ต้องเมา เอ้ย เล่านี่ต้องแม่ ค่ะ

การเล่านิทาน ก่อนนอน ให้ลูกฟังนั้น

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ ลูกจะมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีกว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน

คำที่ใช้ จะแปลกกว่าเด็กคนอื่นๆ จนคุณยาย คุณตา ก็ชมว่า อือม์ ไปสรรหาคำพูดเหล่านี้มาจากไหน

ยิ่งเป็นเด็กใต้ด้วยแล้ว ส่วนมาก เค้าจะไม่ใช้คำแบบนั้นกัน แต่ลูกก็ใช้คำแปลกๆ เหล่านั้นได้

คุณตาถึงชมไงคะ

แต่ก็มีหลายคำ ที่จำมาจากละคร ไม่ดีเลยค่ะ

ตัวเองพยายามจะนั่งดูละครกับเค้าด้วย

และเลือกละครที่ดูนะคะ หลังข่าวนี่ไม่ค่อยได้ดู

แต่ละครก่อนข่าวภาคค่ำในบางช่อง ก็ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ การใช้คำ ภาพที่ไม่เหมาะสม ในจะเรื่องของเสื้อผ้าของดารา นักแสดง

เรียกว่า ดูไป ก็ต้องอธิบายลูกไปตลอดเลยค่ะ

ครั้นจะไม่ใ้ห้ดูเลยเนี่ย ก็ไมไ่ด้อีก มันเหมือนไปปิดกั้นการเรียนรู็ของเค้า  ทั้งในเรื่องที่ืดี และ ไม่ดี

ดังนั้น คิดเสียว่า ไว้เอามาเป็นตัวอย่างว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี ก็แล้วกันค่ะ

ก็ต้องค่อยๆ สอนลูกไปค่ะ

อาทิตย์ก่อนโน้น

พาลูกไป คาร์ฟู หาดใหญ่

ลูกอยากได้ ดินสอสี กล่องละ 75 บาท

แต่เป็นเพราะลูกเค้ามีดินสอสีเดิมอยู่แล้ว และ หลายกล่องแล้วด้วย

ใช้ยังไม่หมด แถมยังเก็บไม่เรียบร้อยอีกต่างหาก

แต่เจ้าตัว ก็ยังอยากได้ คุยกันอยู่ตั้งนาน กว่าจะตกลงกันได้

ด้วยข้อตกลงว่า ในเมื่อเป็นของที่มีอยู่แล้ว แต่อยากได้อีก ก็ต้องเก็บเงินเอง แม่ไม่เกี่ยว

เค้าก็เริ่มเก็บเงินค่ะ  เงินที่ให้ไปโรงเรียน 30 บาท (หลายคนบอกว่า ป 1 ให้ 30 บาท เยอะไปไหมคะ)

ก็ต้องหัดเก็บเงิน จนกว่าจะได้ครบจำนวนตามที่ต้องการ คือ 75 บาท แม่จะเก็บให้ เพื่อไปซื้อของที่อยากได้

ก็เก็บได้ 3 วันค่ะ  13 บาท 4 บาท และ  20 บาท

เก็บรวบรวมได้ 37 บาท ครึ่งทางกว่านิดๆ

แต่แล้ว เจ้าตัว ก็ Break a rule ค่ะ เพราะ ในวันที่คุณพ่อไปรับที่โรงเรียน ลูกเกิดอยากได้สมุด Friendship 1 เล่ม สนนราคา 75 บาทเหมือนกัน (ช่างบังเอิญจังเลยนะคะ) เค้าขอให้คุณพ่อซื้อ และ บอกว่า ให้หักออกจากเงินที่เค้ากำลังเก็บ

ด้วยความใจอ่อน คุณพ่อ ยอมซื้อให้ แต่คุณพ่อต้องสอน และ อธิบายใหม่ว่า

มันไม่ได้นะ

ลูกรู้จักเงินในอนาคตไหม ลูกยังไม่มีเงินจำนวน 75 บาทเลย แต่ลูกก็เอาเงินนั้นมาใช้แล้ว

หน้าเสียไปนิดนึงค่ะ กลับมาบ้าน มาบอกแม่ว่า นัสซื้อสมุดมา 1 เล่ม พ่อบอกว่าไม่ให้ซื้อสีกล่องที่นัสอยากได้ที่คาร์ฟูแล้ว

เพราะนัสเอามาซื้อสมุดเล่มนี้แล้ว พ่อบอกว่าติดลบ แปลว่าอะไรเหรอแม่

ก็ต้องอธิบายกันอีกค่ะ

เข้าหู แต่ไม่รู้เจ้าตัวจะเข้าใจไหม

หวังว่าลูกจะเข้าใจค่ะ

อบรม บ่มนิสัย

ที่เราเคยได้ยิน คำว่า ภาษาอังกฤษ ดิ้นได้นั้น แปลว่า ภาษาอังกฤษ บางที มันก็ไม่มีคำแปลที่ตรงตัว ตายตัวนัก

ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษนะคะ ผู้เขียนเชื่อว่า ภาษาไทยเอง ก็ดิ้นได้ ค่ะ

อย่างคำว่า อบรม

เราจะได้ยิน คำว่า  อบรม บ่มนิสัย

ทีนี้ บังเอิญ คุณพ่อของน้องโบนัส เค้าไปอบรมโครงการ โครงการหนึ่ง

คุณลูกเลยถามว่า ทำไม พ่อต้องไปอบรมด้วย

พ่อทำอะไรผิดเหรอ อิอิ

ก็เลยจะต้องอธิบาย ความหมายของคำว่า อบรม ใหม่

ว่าที่หนูดื้อน่ะ แม่ต้องอบรมนิสัยหนู

แต่ คำว่า อบรม มีความหมายแตกต่างไปจากการอบรม บ่มนิสัย เช่น เข้าอบรม เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ

อธิบายไปนิดนึง เค้าก็เข้าใจแล้วค่ะ

ค่อนข้างจะเข้าใจอะไรง่าย ยกเว้นเรื่องเวลาอยากได้ของอะไรนะคะ

จะอธิบายกันยากหน่อย

ก็คงจะต้องพยายามต่อไป และ ค่อยๆ หัดเค้าไปค่ะ

แม่ผิดเอง ที่เลี้ยงดูประคบประหงมไปหน่อย

มาถึงตอนนี้ ก็เลยจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูก อย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

เอาใจช่วย ผู้เขียนหน่อยนะคะ

เมื่อวาน พาคุณแม่ไปหาหมอค่ะ

คุณแม่เป็นความดันโลหิตสูง ซึ่งตอนนี้ ก็มีผลกระทบมาถึงตาด้วย

เดือนหน้า คุณหมอนัดตรวจวัดความดันในลูกตาอีกหนนึงค่ะ

สมัยเด็กๆ เคยอ่านพวก ดวง เรื่องราศี ต่างๆ

อ่านเจอว่า ตัวเองจะเป็นลูกที่พ่อแม่พึ่งพาได้ และ เป็นลูกกตัญญู

ไม่นึกว่า มาถึงวันนี้ ก็ดูจะคล้ายกับดวงที่อ่านมากๆ

คือ เป็นคนเดียวที่ไม่ทำงาน  (ว่างงาน ไม่มีงานทำ 55)

ก็ทำงานที่บ้าน ผ่านเน็ต ด้วย Internet Marketing นี่ล่ะค่ะ

ทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัว อยู่กับคุณแม่ และ ลูกสาว ได้มากเท่าๆ เค้าต้องการ

ก็ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างนึงค่ะ

คุณแม่ ตอนนี้ อยู่ในวัยใกล้ 70 แล้วนะคะ อีก 2 ปีก็จะ 70

แต่คุณแม่ยังแข็งแรงอยู่ค่ะ มีก็เรื่องของความดันโลหิตอย่างที่บอก

ดูๆ ไป ตัวเองจะขี้โรค โรคเยอะ กว่าคุณแม่มาก

เพราะหลายๆ ครั้งที่คุณแม่ต้องมาดูฉลตัวเอง แทนการที่เราจะไปดูแลท่าน

คิดไปคิดมา ตกลง พ่อแม่ได้พึ่งเรา หรือ เรายังคงพึ่งพ่อแน่เนี่ย ชักงง ^_^

เพื่อนๆ คุณผู้อ่านล่ะค่ะ ดูแลคนในครอบครัวของเราได้ดี และ ถึงพร้อมแล้วหรือยัง

ขอให้มีความสุขค่ะ